"ตระกูลจิราธิวัฒน์" ทุ่มสุดตัวลงทุน 2 แสนล้าน ปั้น "เซ็นทรัล" สู่ นิวอีโคโนมี

"ตระกูลจิราธิวัฒน์" ทุ่มสุดตัวลงทุน 2 แสนล้าน ปั้น "เซ็นทรัล" สู่ นิวอีโคโนมี

กลุ่มเซ็นทรัลเปิดแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2561-2565) ทุ่มหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ในปี 65 รวม 800,000 ล้านบาท พร้อมชูยุทธศาสตร์ "นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี" ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มแห่งแรกของประเทศไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในระยะ 5 ปี คือ(ปี2561-2565) กลุ่มเซ็นทรัล จะเดินหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ "นิวเซ็นทรัลนิวอีโคโนมี" (NEWCENTRAL, NEWE-CONOMY) อย่างเต็มกำลังเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี หรือเทคคอมปานีและผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยจะใช้เงินทุน 200,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รายได้รวมกลุ่มเซ็นทรัลสิ้นปี 2565 แตะ 800,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ตั้งเป้าทั้งกลุ่มทำยอดรายได้รวม 397,308 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีที่ผ่านมาหลังประกาศทุ่มเงินลงทุน 47,500 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 27.8% จากปีที่ผ่านมา เพื่อขยายการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

นายทศ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนเปิดให้บริการศูนย์การค้าและโรงแรมแห่งใหม่ โดยไตรมาส 1 เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาได้เปิดท็อปส์ พลาซา จังหวัดพะเยา, ไตรมาส 2 เปิดเซ็นทรัลเวิลด์ โฉมใหม่, ไตรมาส 3 เปิดโรบินสันไลฟ์สไตล์ อมตะ-ชลบุรี, ท็อปส์พลาซา สิงห์บุรี, เซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทาราเวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีทโดฮา ประเทศกาตาร์, ไตรมาส 4 เปิดท็อปส์พลาซา อำเภอพลขอนแก่น ฯลฯ รวมทั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัล ไอซิตี้ ที่มาเลเซีย"

"เงินลงทุน 5 ปีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการลงทุนใน 2 โครงการใหญ่ ที่จะใช้เงินลงทุน 50,000 ล้านบาท โดยลงทุนโครงการละ 25,000 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) ในทำเล สถานฑูตอังกฤษ 23 ไร่ ที่จะทำโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ร่วมกับฮ่องกงแลนด์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเอเชีย และอีก 25,000 ล้านบาท ทำโครงการมิกซ์ยูสร่วมกับกลุ่มดุสิตในทำเลตรงแยกพระราม 4 (ที่ดินบริเวณโรงแรมดุสิตธานี) ขนาด 23 ไร่ ทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด คาดว่าใช้เวลาศึกษา 2 ปี"

ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังคงยึด 3 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจคือ 1.มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์-บริการ 2.ขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ 3.เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร และการควบรวมกิจการจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ ทำให้ประสบความสำเร็จในหลายมิติทั้งด้านผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี โดย 5 ปีที่ผ่านมา(ปี2556-2560) ตัวเลขยอดขายของทั้งกลุ่มเซ็นทรัลเติบโตเฉลี่ย 11% และปีที่ผ่านมาทำรายได้รวม 382,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนร่วมกับ JD .Com ซึ่งเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ จากประเทศจีนลงทุน 17,500 ล้านบาท จัดตั้ง เจดีเซ็นทรัลสร้างมาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่ในชื่อ JD .co.th เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าและในเดือน พ.ค.นี้ เว็บไซต์ดังกล่าว พร้อมเปิดให้บริการแล้วเพราะบริษัทมีเป้าหมายจำหน่ายสินค้าไทยไปทั่วโลก

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็นผลจากภาครัฐมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง แต่โครงการที่ส่งผลดีกับภาคเศรษฐกิจไทยมากที่สุดคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่กระตุ้นภาคธุรกิจอสังะหาริมทรัพย์การท่องเที่ยวและค้าปลีกให้มีการขยายตัวที่ดีขึ้นหากอีอีซีพัฒนาได้ตามแผน จะทำให้พื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าวเป็นกรุงเทพฯ แห่งที่ 2 ได้เลยและจะส่งผลให้สิ้นปีนี้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเติบโต 4%.

"ใน 5 ปี กลุ่มเซ็นทรัลใช้เงินลงทุน 200,000 ล้านบาทเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีและผู้นำด้านดิจิไลฟ์สไตล์   แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบที่สุด"

 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Powered by MakeWebEasy.com