3 โบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ในละคร บุพเพสันนิวาส ถ้าไม่รู้ถือว่า "ผิด"

Last updated: Apr 17, 2018  |  Lifestyle

3 โบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ในละคร บุพเพสันนิวาส ถ้าไม่รู้ถือว่า "ผิด"

เพลานี้ ใครมิเคยดูละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส จะเรียกว่าเชยก็ไม่แปลกดอกเจ้าค่าา ก็ชาวบ้านร้านตลาด เค้าลือกันให้อื้ออึงไปทั่วพระนคร ว่าละครเรื่องนี้สนู๊กกกสนุก ครบรส เรทติ้งนี่พุ่งกระฉุดไปทุกหัวเมืองแล้วเจ้าค่ะ จนตอนนี้กลายเป็นกระแสการแต่งกายด้วยชุดไทย หันมาเที่ยวชมวัดวาอารามกันมากขึ้น นี่ยังไม่รวมถึง การพูดจาด้วยถ้อยคำแบบโบราณอย่างคำว่า ออเจ้า หรือ คุณพี่ ฟังแล้วเสนาะหูยิ่งนัก ไหนจะเรื่องอาหารการกินอีก โอ๊ยย เรียกว่า แทรกซึมไปทุกอณูรูขุมขนเลยเจ้าค่า 

นอกความสนุกสนาน ความฟิน ที่เราทุกคนได้เสพย์กันอย่างบันเทิงเริงใจแล้วนั้น ความน่าประทับใจของละครเรื่องนี้ คือการเล่าถึงความเป็นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภาพวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนั้น สถานที่ต่างๆ เช่น วัดวาอาราม ตลาด ป่าผ้าเหลือง ประตูวัง การค้าขายในสมัยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็ํนความรู้ทั้งสิ้น ถึงแม้จะเคยได้เล่าเรียนจากบทเรียน หรือฟังผ่านหูกันมาบ้างแล้ว แต่ความรู้ที่แทรกอยู่ละครสนุกๆเรื่องนี้ สามารถซึมซับโดยธรรมชาติและเรียนรู้ได้อย่างไม่น่าเบื่อ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าภูมิใจอย่างยิ่ง ที่เยาวชนไทยหันมาสนใจและอยากเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยมากขึ้น

เพื่อเป็นการตามรอยละครเรื่องบุพเพสันนิวาส และเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาให้มากขึ้น ออเจ้าทั้งหลายจะได้รับชมละครกันอย่างเข้าใจและได้อรรถรสยิ่งขึ้นไปอีก madoroom.com ขอพาทุกท่านย้อนรอยไปในสถานที่สำคัญทั้ง 7 แห่งในละครเรื่องนี้ พร้อมอธิบายประวัติความเป็นมาคร่าวๆ เพราะเดี๋ยวจะคุยกับเขามิรูเรื่อง >< 

 

1. วัดไชยวัฒนาราม


ฉากสำคัญในละคร บุพเพสันนิวาส เกิดขึ้นที่วัดไชยวัฒนาราม เป็นฉากที่เกศสุรางค์ได้พบกับการะเกดเป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ใครที่ชมละครเรื่องนี้จะสังเกตุเห็นว่า ในเรื่องได้มีการพูดถึง วัดไชยวัฒนารามอยู่บ่อยครั้ง และถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่ประชาชนให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมเป็นอันดับหนึ่ง ของจังหวัดอยุธยาในขณะนี้ 

วัดไชยวัฒนาราม ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดหนึ่ง ที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่นๆ ใน อยุธยา และเนื่องจากกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะตลอดมาจนปัจจุบันนักท่องเที่ยวยังคงมองเห็นเค้าแห่งความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งผู้ไปเยือนไม่ควรพลาด

วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็น บ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดาแต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก(พนมเปญ) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด 

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์

ก่อนกรุงแตก พ.ศ. 2310 วัดไชยวัฒนาราม ถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 วัดไชยวัฒนารามได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา บางครั้งมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มีการรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย แต่ในปี พ.ศ. 2530 กรมศิลปากร จึงได้เข้ามาอนุรักษ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2535

วัดไชยวัฒนาราม มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน พระปรางค์ประธานนำรูปแบบของพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นมาก่อสร้าง แต่ปรางค์ประธานที่วัดไชยวัฒนารามทำมุขทิศยื่นออกมามากกว่า บนยอดองค์พระปรางค์ใหญ่อาจเคยประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็ก สื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ รอบพระปรางค์ใหญ่ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตที่เดิมนั้นมีหลังคา ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่เคยลงรักปิดทองจำนวน 120 องค์ เป็นเสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ ตามแนวระเบียงคตตรงทิศทั้งแปดสร้างเมรุทิศ และ เมรุมุม (เจดีย์รอบๆ พระปรางค์ใหญ่) ภายในเมรุทุกองค์ประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในซุ้มเรือนแก้วล้วนลงรักปิดทอง ฝาเพดานทำด้วยไม้ประดับลวดลายลงรักปิดทองเช่นกัน

โดยรวมแล้ววัดไชยวัฒนารามที่เป็นวัดที่มีประติมากรรมทางพระพุทธศาสนาและความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของชาติไทยเป็นอย่างมาก เป็นสมบัติของชาติที่ทุกคนในประเทศควรหวงแหนและรักษาให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ความภาคภูมิใจของเราในอดีตนี้คงอยู่กับเราตลอดไป



2. วัดพุทไธศวรรย์


เป็นฉากที่การะเกดได้หลุดผ่านประตูที่ตรึงไว้ด้วยอาคมไปได้ และพระอาจารย์ชีปะขาว ได้บอกว่า เพราะแม่หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่นี่จึงผ่านมนตราแห่งอาคมได้ วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา อยู่นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศใต้ ปัจจุบันมีอาณาเขตเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๐๐, หน้า ๒๑๕) ซึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ๓ ปี โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลเวียงเหล็ก เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า

ศักราช ๗๑๕ ปีมะเส็ง เบญจศก (พ.ศ. ๑๘๙๖) วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลา ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้นให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นอารามแล้ว ให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์

พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้ คือ บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่ ตำบลหนองโสน หรือที่เรียกว่า “บึงพระราม” ในปัจจุบันและสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๙๓

ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี ทรงส่งพระราชสาส์น มาขอม้าและช้างเผือก จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบด้วย 

ในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ) ราว พ.ศ. ๒๒๔๓ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพรอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา ในสมเด็จพระเพทราชา ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือ ออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร (พระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา) ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ 

ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดในกรุงศรีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐินโดย กระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ เมืองปทุมธานี และกรุงเก่าหรือพระนครศรีอยุธยา

ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ปรากฎหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุธยาได้ช่วยกัน บูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้น ในราว พ.ศ.๒๔๔๑

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน โดยได้ประกาศในพระราชกิจจา-นุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ (กรมศิลปากร, ๒๕๓๘, หน้า ๑๒๕)

ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

 

3. ป้อมเพชร

ที่สุดท้าย ป้อมเพชร คือ ป้อมปราการสำคัญแห่งยุคกรุงศรีอยุธยา ที่ยังเหลืออยู่จากเดิมที่มีอยู่ 29 ป้อม รูปทรงป้อมแบบหกเหลี่ยม ผนังก่อด้วยอิฐสลับด้วยศิลาแลง มีช่องเชิงเทินก่อเป็นรูปโค้งซึ่งเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ประจำป้อม สร้างในสมัย พระมหาจักรพรรดิ์ (กษัตริย์องค์ที่15) ในอดีตป้อมเพชรแห่งนี้เป็นปราการด่านสำคัญที่คอยสกัดไม่ให้ข้าศึกผู้มารุกรานผ่านทางแม่น้ำนั้นรุกล้ำเข้าไปสู่พระนครได้  โดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยารอยต่อแม่น้ำป่าสัก อยู่ตรงข้ามกับวัดพนัญเชิงวรมหาวิหาร และบริเวณนี้ยังเป็นท่าเรือสินค้าที่สำคัญในอดีตอีกด้วย มีข้อควรรู้ว่า กำแพงเมืองและป้อมต่างๆ ในยุคกรุงศรีอยุธยาได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นปราการป้องกันข้าศึกจำนวนมากรอบเกาะกรุงศรีอยุธยา ในคราวแรกเริ่มสร้างป้อม ล้วนใช้ไม้เป็นสิ่งก่อสร้างต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้มีการขยายขอบเขตราชสีมาไปถึงตลิ่งแม่น้ำ จึงได้มีการสร้างกำแพงด้วยอิฐและศิลาแลงขึ้นค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับสามโบราณสถานที่สำคัญ ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ซึ่งปัจจุบันนี้ยังคงมีอยู่เพื่อเป็นอณุสรณ์สถาน ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชาติไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าออเจ้าทั้งหลายจะได้รับสาระความรู้จากบทความของข้าพเจ้าในครั้งนี้ไม่มากก็น้อยนะเจ้าคะ พร้อมแล้ว ไปชมละครบุพเพสันนิวาสกันต่อเลยเจ้าค่าา ><

 


Powered by MakeWebEasy.com